วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556
ภาษาคอมพิวเตอร์(ภาษาโคบอล)
ภาษาโคบอล
ประวัติความเป็นมาของภาษาโคบอล (COBOL : Common
Business Oriented Language)
คือภาษาคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในงานธุรกิจภาษาแรกของโลก
พัฒนาในปีค.ศ. 1962 โดยคณะกรรมการโคดาซิล (The
Conference on Data Systems Languages - CODASYL) มีจุดเด่นคือ
สามารถใช้งานแฟ้มข้อมูลได้หลายแบบ กำหนดโครงสร้างข้อมูลได้สะดวก
มีลักษณะการเขียนโปรแกรม แบบเอกสารอธิบายโปรแกรม
ช่วยให้นักพัฒนารุ่นถัดไปเข้าใจได้ง่าย
การเขียนโปรแกรมภาษา
COBOL เป็นภาษาที่ง่ายมากภาษาหนึ่ง
เพราะไม่มีลูกเล่นให้ใช้มาก ๆ เหมือนพวก VB, C, Pascal หรือ dBase
หน้าที่หลักของ COBOL คืออ่านข้อมูลจากแฟ้มมาประมวลผลทางธุรกิจเป็นหลัก
สำหรับ ผู้เรียนมือใหม่ อาจบอกว่าภาษานี้ยาก
เพราะพวกเขาอาจไปยึดติดกับการจดจำ division ต่าง ๆ
ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงหน้ากาก มิใช่ concept ของภาษา ถ้ามีคู่มือสักเล่ม ก็จะเข้าใจ และแกะหน้ากากเหล่านั้นออกได้
แล้วก้าวให้ลึกเข้าไปสู่ตัวภาษาได้โดยง่าย
โดยพื้นฐานแล้ว
COBOL ประกอบด้วย 4 Division และตำแหน่งแรกต้องเริ่มต้นที่ 8 ส่วนคำสั่งเริ่มหลักที่
12 สำหรับตัวแปลภาษา COBOL รุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องมี
3 division แรกได้
ข้อดี
- สามารถใช้งานแฟ้มข้อมูลได้หลายแบบ
- กำหนดโครงสร้างข้อมูลได้สะดวก
- มีลักษณะการเขียนโปรแกรม แบบเอกสารอธิบายโปรแกรม ช่วยให้นักพัฒนารุ่นถัดไปเข้าใจได้ง่าย
ข้อเสีย
-เป็นภาษาที่ค่อนข้างจะยาก
- มีกฏเกณฑ์ต่าง ๆที่ยุ่งยากอยู่ไม่น้อย
วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556
โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ความหมายของโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ความหมายของโปรแกรมคอมพิวเตอร์
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง คำสั่งหรือชุดคำสั่ง ที่เขียนขึ้นมาเพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามที่เราต้องการ เราจะให้คอมพิวเตอร์ทำอะไรก็เขียนเป็นคำสั่ง ซึ่งต้องสั่งเป็นขั้นตอนและแต่ละขั้นตอนต้องทำอย่างละเอียดและครบถ้วน ซึ่งจะเกิดเป็นงานชิ้นหนึ่งขึ้นมามีชื่อเรียกว่า "โปรแกรม" ซอฟต์แวร์จะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ
1.1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
1.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
1.การวิเคราะห์ปัญหา
การวิเคราะห์ปัญหา ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
1.1 กำหนดวัตถุประสงค์ของงาน เพื่อพิจารณาว่าโปรแกรมต้องทำการประมวลผลอะไรบ้าง
1.2 พิจารณาข้อมูลนำเข้า เพื่อให้ทราบว่าจะต้องนำข้อมูลอะไรเข้าคอมพิวเตอร์ ข้อมูลมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร ตลอดจนถึงลักษณะและรูปแบบของข้อมูลที่จะนำเข้า
1.3 พิจารณาการประมวลผล ให้ทราบว่าโปรแกรมมีขั้นตอนการประมวลผลอย่างไร มีเงื่อนไปการประมวลผลอะไรบ้าง
1.4 พิจารณาข้อสนเทศนำออก เพื่อให้ทราบว่ามีข้อสนเทศอะไรที่จะแสดง รูปแบบและสื่อที่จะใช้ในการแสดงผล
2. การออกแบบโปรแกรม
การออกแบบขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมเป็นขั้นตอนที่ใช้เป็นแนวทางในการลงรหัสโปรแกรม ผู้ออกแบบขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมอาจใช้เครื่องมือต่างๆ ช่วยในการออกแบบ อาทิเช่น คำสั่งลำลอง (Pseudo code) หรือ ผังงาน (Flow chart) การออกแบบโปรแกรมนั้นไม่ต้องพะวงกับรูปแบบคำสั่งภาษาคอมพิวเตอร์ แต่ให้มุ่งความสนใจไปที่ลำดับขั้นตอนในการประมวลผลของโปรแกรมเท่านั้น
3. การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์
การเขียนโปรแกรมเป็นการนำเอาผลลัพธ์ของการออกแบบโปรแกรม มาเปลี่ยนเป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องให้ความสนใจต่อรูปแบบคำสั่งและกฎเกณฑ์ของภาษาที่ใช้เพื่อให้การประมวลผลเป็นไปตามผลลัพธ์ที่ได้ออกแบบไว้ นอกจากนั้นผู้เขียนโปรแกรมควรแทรกคำอธิบายการทำงานต่างๆ ลงในโปรแกรมเพื่อให้โปรแกรมนั้นมีความกระจ่างชัดและง่ายต่อการตรวจสอบและโปรแกรมนี้ยังใช้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบ
4. การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม
การทดสอบโปรแกรมเป็นการนำโปรแกรมที่ลงรหัสแล้วเข้าคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบรูปแบบกฎเกณฑ์ของภาษา และผลการทำงานของโปรแกรมนั้น ถ้าพบว่ายังไม่ถูกก็แก้ไขให้ถูกต้องต่อไป ขั้นตอนการทดสอบและแก้ไขโปรแกรม อาจแบ่งได้เป็น 3 ขั้น
4.1 สร้างแฟ้มเก็บโปรแกรมซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำโปรแกรมเข้าผ่านทางแป้นพิมพ์โดยใช้โปรแกรมประมวลคำ
4.2 ใช้ตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์แปลโปรแกรมที่สร้างขึ้นเป็นภาษาเครื่อง โดยระหว่างการแปลจะมีการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบและกฎเกณฑ์ในการใช้ภาษา ถ้าคำสั่งใดมีรูปแบบไม่ถูกต้องก็จะแสดงข้อผิดพลาดออกมาเพื่อให้ผู้เขียนนำไปแก้ไขต่อไป ถ้าไม่มีข้อผิดพลาด เราจะได้โปรแกรมภาษาเครื่องที่สามารถให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้
4.3 ตรวจสอบความถูกต้องของการประมวลผลของโปรแกรม โปรแกรมที่ถูกต้องตามรูปแบบและกฎเกณฑ์ของภาษา แต่อาจให้ผลลัพธ์ของการประมวลผลไม่ถูกต้องก็ได้ ดังนั้นผู้เขียนโปรแกรมจำเป็นต้องตรวจสอบว่าโปรแกรมประมวลผลถูกต้องตามต้องการหรือไม่ วิธีการหนึ่งก็คือ สมมติข้อมูลตัวแทนจากข้อมูลจริงนำไปให้โปรแกรมประมวลผลแล้วตรวจสอบผลลัพธ์ว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าพบว่าไม่ถูกต้องก็ต้องดำเนินการแก้ไขโปรแกรมต่อไป การสมมติข้อมูลตัวแทนเพื่อการทดสอบเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ลักษณะของข้อมูลตัวแทนที่ดีควรจะสมมติทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่ผิดพลาด เพื่อทดสอบว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถครอบคลุมการปฏิบัติงานในเงื่อนไขต่างๆ ได้ครบถ้วน นอกจากนี้อาจตรวจสอบการทำงานของโปรแกรมด้วยการสมมติตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ทีจะประมวลผล แล้วทำตามคำสั่งทีละคำสั่งของโปรแกรมนั้นๆ วิธีการนี้อาจทำได้ยากถ้าโปรแกรมมีขนาดใหญ่ หรือมีการประมวลผลที่ซับซ้อน
การทำเอกสารประกอบโปรแกรมเป็นงานที่สำคัญของการพัฒนาโปรแกรม เอกสารประกอบโปรแกรมช่วยให้ผู้ใช้โปรแกรมเข้าใจวัตถุประสงค์ ข้อมูลที่จะต้องใช้กับโปรแกรม ตลอดจนผลลัพธ์ที่จะได้จากโปรแกรม การทำโปรแกรมทุกโปรแกรมจึงควรต้องทำเอกสารกำกับ เพื่อใช้สำหรับการอ้างอิงเมื่อจะใช้งานโปรแกรมและเมื่อต้องการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรม เอกสารประกอบโปรแกรมที่จัดทำ ควรประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้
1. วัตถุประสงค์
2. ประเภทและชนิดของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ใช้ในโปรแกรม
3. วิธีการใช้โปรแกรม
4. แนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบโปรแกรม
5. รายละเอียดโปรแกรม
6. ข้อมูลตัวแทนที่ใช้ทดสอบ
7. ผลลัพธ์ของการทดสอบ
6. การบำรุงรักษาโปรแกรม
เมื่อโปรแกรมผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว และถูกนำมาให้ผู้ใช้ได้ใช้งาน ในช่วงแรกผู้ใช้อาจจะยังไม่คุ้นเคยก็อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาบ้าง ดังนั้นจึงต้องมีผู้คอยควบคุมดูแลและคอยตรวจสอบการทำงาน การบำรุงรักษาโปรแกรมจึงเป็นขั้นตอนที่ผู้เขียนโปรแกรมต้องคอยเฝ้าดูและหาข้อผิดพลาดของโปรแกรมในระหว่างที่ผู้ใช้ใช้งานโปรแกรม และปรับปรุงโปรแกรมเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น หรือในการใช้งานโปรแกรมไปนานๆ ผู้ใช้อาจต้องการเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบงานเดิมเพื่อให้เหมาะกับเหตุการณ์ นักเขียนโปรแกรมก็จะต้องคอยปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมตามความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง
การพัฒนาโปรแกรมจะดำนเนินการตามขั้นตอนที่ 1-6 ซึ่งแต่ละขั้นตอน สามารถย้อนกลับไปทำในขั้นตอนก่อนหน้านี้ได้ เมื่อเกิดความผิดพลาด หรือพัฒนาโปรแกรมไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงตามความต้องการของู้ใช้ในทุกขั้นตอน ซึ่งการดำเนนการต่ง ๆ ของขั้นตอนที่ 1-6 เราจะต้องมีการดำเนินการทำเอกสารประกอบโปรแกรม ควบคู่กับการดำเนนการพัฒนาโปรแกรมตลอด เมื่อเกิดารแก้ไขเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลอะไรก็ตามในโปรแกรมจะต้องทำการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรมในอนาคต สำหรับผู้พัฒนาที่จะต้องมาดูแลการใช้งานโปรแกรม และเมื่อพัฒนาโปรแกรมเสร็จแล้ว ก็จะต้องดำเนินการทำเอกสารประกอบการใช้งานให้กับผู้ใช้ เพื่อที่จะสามารถใช้โปรแกรมได้ครบถ้วน และถูกต้อง
วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
การถ่ายทอดความคิดในการแก้ไขปัญหาด้วยอัลกอรึทึม
การถ่ายทอดความคิดในการแก้ไขปัญหาด้วยอัลกอริทึม
อัลกอริทึม (Algorithm) คือ กระบวนการ การทำงานที่ใช้การตัดสินใจ โดยนำหลักเหตุผลและคณิตศาสตร์มาช่วยเลือกวิธีการหรือขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป จนกระทั่งถึงขั้นตอนสุดท้าย เป็นวิธีการที่ใช้แยกย่อยและเรียงลำดับขั้นตอนของกระบวนการในการทำงานต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาและแก้ไขปัญหา
♥ เครื่องมือที่ใช้ในการจำลองความคิด
มักจะประกอบขึ้นด้วยเครื่องหมายที่แตกต่างกันหลายอย่าง แต่พอสรุปได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1. การจำลองความคิดเป็นข้อความหรือคำบรรยาย (Algorithm)
เป็นการเขียนเค้าโครงด้วยการบรรยายเป็นภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารกัน เพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนการทำงานของการแก้ปัญหาแต่ละตอน ในบางครั้งอาจใช้คำสั่งของภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมก็ได้
2. การจำลองความคิดเป็นสัญลักษณ์หรือผังงาน (Flowchart)
สัญลักษณ์ คือ เครื่องหมายรูปแบบต่างๆ ซึ่งใช้สำหรับสื่อสารความหมายให้เข้าใจตรงกัน สถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกา ได้กำหนดสัญลักษณ์ไว้เป็นมาตรฐานแล้ว สามารถนำไปใช้ได้ตามความเหมาะสมต่อไป
♥ การเขียนรหัสจำลอง
สัญลักษณ์ คือ เครื่องหมายรูปแบบต่างๆ ซึ่งใช้สำหรับสื่อสารความหมายให้เข้าใจตรงกัน สถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกา ได้กำหนดสัญลักษณ์ไว้เป็นมาตรฐานแล้ว สามารถนำไปใช้ได้ตามความเหมาะสมต่อไป
รหัสลำลองหรือ pseudocode เป็นคำบรรยายที่เขียนแสดงขั้นตอนวิธี(algorithm) ของการเขียนโปรแกรม โดยใช้ภาษาที่กะทัดรัด สื่อสารกับโปรแกรมเมอร์ผู้เขียนโปรแกรม โดยอาจใช้ภาษาที่ใช้ทั่วไปและอาจมีภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประกอบ แต่ไม่มีมาตรฐานแน่นอนในการเขียน pseudocode และไม่สามารถนำไปทำงานบนคอมพิวเตอร์โดยตรง(เพราะไม่ใช่คำสั่งในภาษาคอมพิวเตอร์) และไม่ขึ้นกับภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง นิยมใช้ pseudocode แสดง algorithmมากกว่าใช้ผังงาน เพราะผังงานอาจไม่แสดงรายละเอียดมากนักและใช้สัญลักษณ์ซึ่งทำให้ไม่สะดวกในการเขียน เช่นโปรแกรมใหญ่ ๆ มักจะประกอบด้วยคำสั่งต่างๆที่ใกล้เคียงกับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมจริงๆ เช่น begin…end, if…else, do…while, while, for, read และ print การเขียนรหัสจำลองจะต้องมีการวางแผนสำหรับการอ้างอิงถึงข้อมูลต่างๆที่จะใช้ในโปรแกรมด้วยการสร้างตัวแปร โดยใช้เครื่องหมายเท่ากับ (=) แทนการกำหนดค่าให้กำหนดตัวแปรนั้นๆ
♥ การเขียนผังงาน
ผังงาน (flowchart) คือ แผนภาพซึ่งแสดงลำดับขั้นตอนของการทำงาน โดยแต่ละขั้นตอนจะถูกแสดงโดยใช้สัญลักษณ์ซึ่งมีความหมายบ่งบอกว่า ขั้นตอนนั้น ๆ มีลักษณะการทำงาน ทำให้ง่ายต่อความเข้าใจ ว่าในการทำงานนั้นมีขั้นตอนอะไรบ้าง และมีลำดับอย่างไร
ประเภทของผังงาน
1. ผังงานระบบ (system flowchart) เป็นผังซึ่งแสดงขอบเขต และลำดับขั้นตอนการทำงานของระบบหนึ่ง ๆ
2. ผังงานโปรแกรม (Program flowchart) เป็นผังงานซึ่งแสดงลำดับขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมหนึ่ง ๆ
♥ การใช้สัญลักษณ์
จะใช้สัญลักษณ์ที่เป็นรูปภาพแทนคำสั่งการทำงานโดยจะไม่ใช้คำอธิบายลักษณะการทำงาน มีลูกศรแสดงทิศทางการไหลของข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้นไปสิ้นสุดโปรแกรม
วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
มี4ขั้นตอน
1. เรื่อง การวิเคราะห์และก าหนดรายละเอียดของปัญหา
การใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศแก้ปัญหาเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถน ามาใช้ในการ
ปฏิบัติงานแทนมนุษย์การแก้ปัญหาก็เป็นงานที่สามารถน าเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยได้ดังนี้
1. การสร้างสารสนเทศเพื่อช่วยในการหาทางเลือกของการแก้ปัญหา
2. การใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหา
การวิเคราะห์และก าหนดรายละเอียดของปัญหา (State the problem) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรก
ในการแก้ปัญหา จุดประสงค์ของขั้นตอนนี้ คือการท าความเข้าใจกับปัญหาเพื่อแยกให้ออกว่าข้อมูลที่ก าหนด
มาในปัญหา หรือเงื่อนไขของปัญหาคืออะไร และสิ่งที่ต้องการคืออะไร ทั้งวิธี การที่ใช้ประมวลผล ในการ
วิเคราะห์ปัญหาใด จะมีองค์ประกอบในการวิเคราะห์ ดังนี้
1. การระบุข้อมูลเข้า ได้แก่ การพิจารณาข้อมูลและเงื่อนไขที่ก าหนดมาในปัญหา
2. การระบุข้อมูลออก ได้แก่ การพิจารณาเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องหาค าตอบ
3. การก าหนดวิธีประมวลผล ได้แก่การพิจารณาขั้นตอนวิธีการได้มาซึ่งค าตอบหรือข้อมูลออก
ตัวอย่าง การหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า
o ข้อมูลเข้าคือ ความกว้าง และความยาวของด้านของสี่เหลี่ยม
o ข้อมูลออก คือ พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า
o การประมวลผลคือน าขนาดความกว้าง และความยาวของด้านของสี่เหลี่ยมมาหา
พื้นที่โดยการคูณ
2. เรื่อง การเลือกเครื่องมือ และออกแบบขั้นตอนวิธี
ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการเลือกเครื่องมือ และออกแบบขั้นตอนวิธี (Tools and Algorithm
development) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการวางแผนในการแก้ปัญหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังจากที่เราท าความ
เข้าใจกับปัญหา พิจารณาข้อมูล และเงื่อนไขที่มีอยู่ และสิ่งที่ต้องการหาในขั้นตอนที่ 1 แล้ว เราสามารถ
คาดคะเนวิธีการที่จะใช้ในการแก้ปัญหา ขั้นตอนนี้จ าเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้แก้ปัญหาเป็นหลัก หาก
ผู้แก้ปัญหาเคยพบกับปัญหาท านองนี้มาแล้วก็สามารถด าเนินการตามแนวทางที่เคยปฏิบัติมา ขั้นตอนนี้จะเริ่ม
จากการเลือกเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหา โดยพิจารณาความเหมาะสมระหว่างเครื่องมือกับเงื่อนไขต่าง ๆ
ของปัญหา ซึ่งหมายรวมถึงความสามารถของเครื่องมือในการแก้ปัญหาดังกล่าว และสิ่งที่ส าคัญคือ
ความคุ้นเคยในการใช้งานเครื่องมือนั้น ๆ ของผู้แก้ปัญหา เช่นต้องการศึกษาข้อมูลจาก ระบบเครือข่าย
Internet ผู้แก้ปัญหาก็ต้องสามารถใช้ระบบเครือข่ายดังกล่าวได้อีกสิ่งหนึ่งที่ส าคัญในการแก้ปัญหา คือยุทธวิธี
ที่ใช้ในการแก้ปัญหาหรือเรียกว่าขั้นตอนวิธี (algorithm) ในการแก้ปัญหา หลังจากที่เราได้เครื่องมือช่วย
แก้ปัญหาแล้ว ผู้แก้ปัญหาต้องวางแผนว่าจะใช้เครื่องมือดังกล่าวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง และดีที่สุดการ
ออกแบบขั้นตอนวิธีในการแก้ปัญหา ผู้แก้ปัญหาควรใช้แผนภาพ หรือเครื่องมือในการแสดงขั้นตอนการท างาน
เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ เช่น ผังงาน (flowchart) ที่จ าลองขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหาในรูปของสัญลักษณ์ รหัส
จ าลอง (pseudo code) ซึ่งเป็นการจ าลองขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหาในรูปของค าบรรยาย การใช้เครื่องมือช่วย
ออกแบบดังกล่าวนอกจากแสดงกระบวนการที่ชัดเจนแล้ว ยังช่วยให้ผู้แก้ปัญหาสามารถหาข้อผิดพลาดของ
วิธีการที่ใช้ได้ง่าย และแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว
3. เรื่อง การด าเนินการแก้ปัญหา
หลังจากที่เราได้เลือกเครื่องมือ และออกแบบขั้นตอนวีการในการในการแก้ปัญหาแล้ว ขั้น
ต่อไปก็คือการด าเนินการแก้ปัญหา (Implementation) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องลงมือแก้ปัญหา โดยใช้
เครื่องมือที่ได้เลือกไว้ หากการแก้ปัญหาดังกล่าวใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยงาน ขั้นตอนนี้ก็เป็นการใช้โปรแกรม
ส าเร็จ หรือใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหา ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่
เลือกใช้ซึ่งผู้แก้ปัญหาต้องศึกษาให้เข้าใจ และมีความรู้ความสามารถในการเขียนโปรแกรมเป็นอย่างดีในขณะ
ที่ด าเนินการหากพบแนวทางที่ดีกว่าที่ออกแบบไว้ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้
4. เรื่อง การตรวจสอบและปรับปรุง
การตรวจสอบและปรับปรุง (Refinement) หลังจากที่ลงมือแก้ปัญหาแล้ว ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า
วิธีการนั้นให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง โดยผู้แก้ปัญหาต้องตรวจสอบว่าขั้นตอนวิธีที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับรายละเอียด
ของปัญหา ซึ่งได้แก่ ข้อมูลเข้า และข้อมูลออก เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับข้อมูลเข้าได้ในทุกกรณีอย่าง
ถูกต้องและสมบูรณ์ในขณะเดียวกันก็ต้องปรับปรุงวิธีการเพื่อให้การแก้ปัญหานี้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นดังกล่าวข้างต้น เป็นเสมือนขั้นบันได ที่ท าให้มนุษย์สามารถประสบความส าเร็จใน
การแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้รวมทั้งการเขียนหรือพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาก็ต้องใช้กระบวนการ
ตามขั้นตอนทั้ง 4 นี้เช่นกัน
การจำลองความคิด
การแก้ปัญหาจะประสบความส าเร็จได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการวางแผน และแผนการที่ได้
ด าเนินการวางไว้แล้วนั้นจะเป็นไปตามแผนหรือไม่นั้นจะต้องค านึงถึงประสบการณ์ ความรู้
ความสามารถ การวิเคราะห์เหตุผลของการท างานของคณะท างานร่วมกัน และส่วนที่ส าคัญคือการ
มอบหมายงานให้กับผู้รับผิดชอบให้ตรงกับความสามารถของทีมงานแต่ละคน และ ทุกคนต้องเข้าใจ
ขั้นตอนในการการท างาน เป้าหมายของการแก้ไขปัญหาตรงกัน สิ่งเหล่านี้เริ่มจากการวางแผนอย่าง
เป็นขั้นตอน อย่างเป็นระบบ และการน าแผนการปฏิบัติมาจ าลองความคิด
มี4ขั้นตอน
1. เรื่อง การวิเคราะห์และก าหนดรายละเอียดของปัญหา
การใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศแก้ปัญหาเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถน ามาใช้ในการ
ปฏิบัติงานแทนมนุษย์การแก้ปัญหาก็เป็นงานที่สามารถน าเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยได้ดังนี้
1. การสร้างสารสนเทศเพื่อช่วยในการหาทางเลือกของการแก้ปัญหา
2. การใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหา
การวิเคราะห์และก าหนดรายละเอียดของปัญหา (State the problem) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรก
ในการแก้ปัญหา จุดประสงค์ของขั้นตอนนี้ คือการท าความเข้าใจกับปัญหาเพื่อแยกให้ออกว่าข้อมูลที่ก าหนด
มาในปัญหา หรือเงื่อนไขของปัญหาคืออะไร และสิ่งที่ต้องการคืออะไร ทั้งวิธี การที่ใช้ประมวลผล ในการ
วิเคราะห์ปัญหาใด จะมีองค์ประกอบในการวิเคราะห์ ดังนี้
1. การระบุข้อมูลเข้า ได้แก่ การพิจารณาข้อมูลและเงื่อนไขที่ก าหนดมาในปัญหา
2. การระบุข้อมูลออก ได้แก่ การพิจารณาเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องหาค าตอบ
3. การก าหนดวิธีประมวลผล ได้แก่การพิจารณาขั้นตอนวิธีการได้มาซึ่งค าตอบหรือข้อมูลออก
ตัวอย่าง การหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า
o ข้อมูลเข้าคือ ความกว้าง และความยาวของด้านของสี่เหลี่ยม
o ข้อมูลออก คือ พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า
o การประมวลผลคือน าขนาดความกว้าง และความยาวของด้านของสี่เหลี่ยมมาหา
พื้นที่โดยการคูณ
2. เรื่อง การเลือกเครื่องมือ และออกแบบขั้นตอนวิธี
ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการเลือกเครื่องมือ และออกแบบขั้นตอนวิธี (Tools and Algorithm
development) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการวางแผนในการแก้ปัญหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังจากที่เราท าความ
เข้าใจกับปัญหา พิจารณาข้อมูล และเงื่อนไขที่มีอยู่ และสิ่งที่ต้องการหาในขั้นตอนที่ 1 แล้ว เราสามารถ
คาดคะเนวิธีการที่จะใช้ในการแก้ปัญหา ขั้นตอนนี้จ าเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้แก้ปัญหาเป็นหลัก หาก
ผู้แก้ปัญหาเคยพบกับปัญหาท านองนี้มาแล้วก็สามารถด าเนินการตามแนวทางที่เคยปฏิบัติมา ขั้นตอนนี้จะเริ่ม
จากการเลือกเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหา โดยพิจารณาความเหมาะสมระหว่างเครื่องมือกับเงื่อนไขต่าง ๆ
ของปัญหา ซึ่งหมายรวมถึงความสามารถของเครื่องมือในการแก้ปัญหาดังกล่าว และสิ่งที่ส าคัญคือ
ความคุ้นเคยในการใช้งานเครื่องมือนั้น ๆ ของผู้แก้ปัญหา เช่นต้องการศึกษาข้อมูลจาก ระบบเครือข่าย
Internet ผู้แก้ปัญหาก็ต้องสามารถใช้ระบบเครือข่ายดังกล่าวได้อีกสิ่งหนึ่งที่ส าคัญในการแก้ปัญหา คือยุทธวิธี
ที่ใช้ในการแก้ปัญหาหรือเรียกว่าขั้นตอนวิธี (algorithm) ในการแก้ปัญหา หลังจากที่เราได้เครื่องมือช่วย
แก้ปัญหาแล้ว ผู้แก้ปัญหาต้องวางแผนว่าจะใช้เครื่องมือดังกล่าวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง และดีที่สุดการ
ออกแบบขั้นตอนวิธีในการแก้ปัญหา ผู้แก้ปัญหาควรใช้แผนภาพ หรือเครื่องมือในการแสดงขั้นตอนการท างาน
เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ เช่น ผังงาน (flowchart) ที่จ าลองขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหาในรูปของสัญลักษณ์ รหัส
จ าลอง (pseudo code) ซึ่งเป็นการจ าลองขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหาในรูปของค าบรรยาย การใช้เครื่องมือช่วย
ออกแบบดังกล่าวนอกจากแสดงกระบวนการที่ชัดเจนแล้ว ยังช่วยให้ผู้แก้ปัญหาสามารถหาข้อผิดพลาดของ
วิธีการที่ใช้ได้ง่าย และแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว
3. เรื่อง การด าเนินการแก้ปัญหา
หลังจากที่เราได้เลือกเครื่องมือ และออกแบบขั้นตอนวีการในการในการแก้ปัญหาแล้ว ขั้น
ต่อไปก็คือการด าเนินการแก้ปัญหา (Implementation) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องลงมือแก้ปัญหา โดยใช้
เครื่องมือที่ได้เลือกไว้ หากการแก้ปัญหาดังกล่าวใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยงาน ขั้นตอนนี้ก็เป็นการใช้โปรแกรม
ส าเร็จ หรือใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหา ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่
เลือกใช้ซึ่งผู้แก้ปัญหาต้องศึกษาให้เข้าใจ และมีความรู้ความสามารถในการเขียนโปรแกรมเป็นอย่างดีในขณะ
ที่ด าเนินการหากพบแนวทางที่ดีกว่าที่ออกแบบไว้ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้
4. เรื่อง การตรวจสอบและปรับปรุง
การตรวจสอบและปรับปรุง (Refinement) หลังจากที่ลงมือแก้ปัญหาแล้ว ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า
วิธีการนั้นให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง โดยผู้แก้ปัญหาต้องตรวจสอบว่าขั้นตอนวิธีที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับรายละเอียด
ของปัญหา ซึ่งได้แก่ ข้อมูลเข้า และข้อมูลออก เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับข้อมูลเข้าได้ในทุกกรณีอย่าง
ถูกต้องและสมบูรณ์ในขณะเดียวกันก็ต้องปรับปรุงวิธีการเพื่อให้การแก้ปัญหานี้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นดังกล่าวข้างต้น เป็นเสมือนขั้นบันได ที่ท าให้มนุษย์สามารถประสบความส าเร็จใน
การแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้รวมทั้งการเขียนหรือพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาก็ต้องใช้กระบวนการ
ตามขั้นตอนทั้ง 4 นี้เช่นกัน
การจำลองความคิด
การแก้ปัญหาจะประสบความส าเร็จได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการวางแผน และแผนการที่ได้
ด าเนินการวางไว้แล้วนั้นจะเป็นไปตามแผนหรือไม่นั้นจะต้องค านึงถึงประสบการณ์ ความรู้
ความสามารถ การวิเคราะห์เหตุผลของการท างานของคณะท างานร่วมกัน และส่วนที่ส าคัญคือการ
มอบหมายงานให้กับผู้รับผิดชอบให้ตรงกับความสามารถของทีมงานแต่ละคน และ ทุกคนต้องเข้าใจ
ขั้นตอนในการการท างาน เป้าหมายของการแก้ไขปัญหาตรงกัน สิ่งเหล่านี้เริ่มจากการวางแผนอย่าง
เป็นขั้นตอน อย่างเป็นระบบ และการน าแผนการปฏิบัติมาจ าลองความคิด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



